“ความเหนื่อยล้า” สำคัญยังไง

นักวิ่งหลายคนคงคุ้นเคยกับ ความเหนื่อยล้า (Fatigue) เรามักเข้าใจกันว่า มันเกิดขึ้นจากการซ้อม แต่มันเป็นแบบนั้นจริงๆ ใช่มั้ย?

ในช่วงที่เข้าโปรแกรมซ้อม ผมมักจะมีอาการล้า จนบางครั้งทำให้ขี้เกียจตื่นไปซ้อม และเป็นข้ออ้างในการเบี้ยวซ้อม แต่ก็ไม่เคยเห็นว่ามันสำคัญเลย

จนวันนึงผมบังเอิญได้ดู Youtube ช่อง Noodee Brainworks ของคุณหนูดี เค้าแนะนำหนังสือ สุดยอด การฟื้นฟูร่างกาย วิถีสแตนฟอร์ด ในหนังสือพูดถึง การจัดการกับความเหนื่อล้า โดยผู้เขียน คือ คุณโทะโมะโอะ ยะมะดะ (Tomoo Yamada) ที่มีประสบการณ์ทำงานที่ศูนย์เวชศาสตร์การกีฬา มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดมากกว่า 15 ปี

ดูจบผมก็คิดว่า เออ!!!! จริงแฮะ เลยรีบ F มา 1 เล่ม

Table of Contents

  1. ความเหนื่อยแท้จริงเป็นเช่นไร
  2. ระบบประสาท ทำงานยังไง?
  3. Checklist ตรวจสอบความเหนื่อล้า
  4. บทสรุป

ความเหนื่อยแท้จริงเป็นเช่นไร

Sleep

หลายคนเข้าใจว่า ความเหนื่อยล้ามีสาเหตุมาจากการออกกำลังกาย แต่ทำไมทั้งๆ ที่เราไม่ได้ออกกำลังกาย เวลาตื่นเช้ามาแล้วรู้สึกไม่มีแรง ทำไมถึงรู้สึกเหนื่อละ

สาเหตุของการเหนื่อยล้า ไม่ได้มาจากการออกกำลังกายเพียงอย่างเดียว หนึ่งในสาเหตุมาจาก “การนอนไม่พอ” ซึ่งจะส่งผลเสียต่อสมองอย่างชัดเจน ทำให้ร่างกายเหนื่อยล้า และประสิทธิภาพในการทำงานลดลง

เวชศาสตร์การกีฬาในปัจจุบันมองว่า “ระบบประสาทที่มีปัญหา” คือ สาเหตุของความเหนื่อยล้า

ระบบประสาท ทำงานยังไง?

Brain system

ระบบประสาท แบ่งออกเป็น ระบบประสาทอัตโนมัติ กับ ระบบประสาทส่วนกลาง

  • ระบบประสาทอัตโนมัติ : ทำหน้าที่เป็นสวิตช์ เปิด-ปิด ระบบต่างๆ ภายในร่างการ ซึ่งทำงานเป็น 2 กะ คือ ระบบซิมพาเทติก ทำงานกะกลางวัน ระบบพาราซิมพาเทติก ทำงานกะกลางคืน

    หากเราทำให้ระบบประสาทอัตโนมัติรวน ระบบฯทั้งสองนี้ ก็จะไม่เปลี่ยนกะกันตามปกติ เช่น กลางคืนเราจะไม่ง่วงนอน ทำให้เกิดความเหนื่อยล้าสะสม
    .
  • ระบบประสาทส่วนกลาง : ทำหน้าที่ช่วยควบคุมการขยับตัวของร่างกาย หากเกิดความผิดปกติ ระบบฯจะส่งคำสั่งจากสมองไปไม่ถึงอวัยวะส่วนต่าง ๆ นั่นคือสาเหตุที่ทำให้เรารู้สึกไม่ค่อยมีแรงนั่นเอง

เนื่องจาก สมองเป็นศูนย์กลางการออกคำสั่งของร่างกาย จึงกล่าวได้ว่า “ความเหนื่อยล้าเกิดจากสมอง”

ผมว่าเหมือนกับที่เราเคยได้ยินเรื่องเกี่ยวกับ “นาฬิกาชีวิต” ที่เราควรตื่นเมื่อพระอาทิตย์ขึ้นและนอนเมื่อพระอาทิตย์ตก เป็นการรักษาสมดุลของนาฬิกาชีวิต ทำให้ระบบประสาททำงานได้ตามปกติ

Checklist ตรวจสอบความเหนื่อล้า

Checklist
  1. ชีพจรเต้นผิดปกติ : ดูจากชีพจรขณะพัก (Resting heart rate) คนทั่วไปจะอยู่ในช่วง 60-100 ครั้ง/นาที
    .
  2. นอนบ่อย : ตื่นแล้วไม่สดชื่น เป็นสัญญาณของอาการเหนื่อยล้า การนอนไม่เป็นเวลาร่างกายจะไม่ฟื้นฟู ดังนั้น สิ่งจำที่เป็น คือ “นอนและตื่นให้เป็นเวลา”
    .
  3. ปวดหลัง : บางคนมีภาวะหลังแอ่น ไหล่งอ สาเหตุเกิดจากสมองพยายามรักษาสมดุลของร่างกายอยู่เสมอ เมื่อไหล่งอไปด้านหน้า สมองจะสั่งให้หลังงอไปด้านหลัง เพื่อรักษาสมดุล แต่ร่างกายโดยรวมไม่ได้สมดุลไปด้วย หากปวดหลังจึงไม่ได้หมายความว่าหลังกำลังล้า แต่หมายถึง การเกิดความเสียหายสะสมอยู่ในส่วนต่างๆ ของร่างกาย
    .
  4. หายใจผิดวิธี : การหายใจด้วยอกและท้องไม่ป่อง นั้นเป็นการหายใจที่ผิดวิธี จะทำให้ร่างกายเหนื่อยสะสมขึ้นเรื่อยๆ

บทสรุป

การเข้าใจความเหนื่อยล้า ทำให้เรารู้สาเหตุและแนวทางการป้องกัน ซึ่งจะทำให้เรามีร่างกายที่ไม่เหนื่อยล้า และสามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

หนังสือ สุดยอด การฟื้นฟูร่างกาย วิถีสแตนฟอร์ด ช่วยให้เราเข้าใจสิ่งเหล่านี้ได้ดี อ่านเข้าใจง่าย ไม่ได้ใช้ศัพท์เทคนิคเยอะ รวมถึงเนื้อหามีการอ้างอิงข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ทำให้มีความน่าเชื่อถือ มี How-to ให้เราทำตาม และยังสามารถเลือกเฉพาะส่วนที่สนใจเอามาปรับใช้กับชีวิตประจำวันของเราได้

นอกจากเรื่องความเหนื่อยล้า ในหนังสือยังมีหัวข้ออื่นๆ ที่น่าสนใจ เช่น

  • การหายใจแบบ IAP ที่นักกีฬาของสแตนฟอร์ดเค้าเรียนกัน
  • วิธีฟื้นฟูร่างกาย
  • เทคนิคการสร้างร่างกายที่ไม่เหนื่อยล้า
  • โภชนาการ
  • วิธีทำงานหนักโดยไม่ทำร้ายร่างกาย

ใครที่สนใจ ก็ไปหามาอ่านเพิ่มได้นะ พิกัด Nanmeebooks

Leave a comment